top of page

ส่องเหตุผล ทำไมเราถึงอยากโกง (ในบางครั้ง)

  • Jun 3, 2022
  • 1 min read

Updated: Jun 3, 2022

https://www.facebook.com/cmutoday/photos/a.577098539324697/1456954894672386/

คนส่วนใหญ่มักคิดว่าบทลงโทษที่รุนแรงจะช่วยให้คนเกรงกลัวจนลดอัตรา ‘การโกง’ และการทำความผิดได้ แต่ถ้าหากผลลัพธ์ของการทำความผิดนั้น คุ้มค่ากับการลองเสี่ยงถูกจับและรับบทลงโทษหนัก ๆ เราจะเลือกทำมันหรือไม่ทำ?

เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมมนุษย์เราถึงอยากโกง เราอยากให้ทุกคนรู้จักกับการทดลองของ Dan Ariely นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม จาก Duke University ที่พยายามพิสูจน์ว่าอะไรคือตัวแปรสำคัญต่อการตัดสินใจโกงของมนุษย์

.

การทดลองนี้เริ่มจากการสุ่มอาสาสมัคร แล้วให้พวกเขาทำข้อสอบคณิตศาสตร์จำนวน 20 ข้อ เพื่อนำคะแนนไปแลกเปลี่ยนเป็นเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อจำนวนข้อที่พวกเขาตอบได้ ทว่าผู้เข้าสอบต้องเป็นฝ่ายบอกผู้คุมสอบเองว่าทำได้กี่ข้อ ซึ่งกระดาษคำตอบของแต่ละคนจะถูกใส่ลงในเครื่องย่อยกระดาษก่อนที่จะบอกคะแนนแล้ว ทำให้ไม่มีใครตรวจสอบได้ว่าจริง ๆ แล้วพวกเขาทำได้กี่คะแนนกันแน่... แต่นั่นเป็นเพียงการสับขาหลอก เพราะจริง ๆ แล้วเครื่องย่อยกระดาษถูกปรับแต่งให้ย่อยแค่ส่วนขอบกระดาษเท่านั้น ทว่าส่วนที่เป็นโจทย์และคำตอบยังอยู่! จากการทดลองกับอาสาสมัครกว่า 40,000 คน เรามาดูกันว่าผลการทดลองจะออกมาในรูปแบบไหน

.

สิ่งที่ Dan Ariely และเพื่อนร่วมงานได้ค้นพบจากการทดลองนี้ก็คือ

- คะแนนเฉลี่ยจริงคือ 4 ข้อ แต่คะแนนเฉลี่ยที่ถูกรายงานต่อผู้คุมสอบคือ 6 ข้อ

- ประมาณ 70% ของผู้ร่วมทดลอง โกงการบอกคะแนน

- มีเพียง 20 คนเท่านั้นที่โกงมาก ๆ โดยบอกว่าทำได้ครบ 20 ข้อ

- ประมาณ 28,000 คน เลือกที่จะ ‘โกงเพียงเล็กน้อย’

ผลการทดลองนี้ทำให้เห็นว่าเมื่อเราเปิดโอกาสให้ผู้คนโกงได้โดยไม่ต้องกลัวการถูกจับ คนส่วนใหญ่เลือกที่จะโกง อย่างไรก็ตาม คนเราก็เลือกโกงแบบไม่น่าเกลียดจนเกินไป ถึงแม้ว่าผลตอบแทนจะมากขึ้นหากเลือกที่จะโกงอย่างเต็มที่ก็ตาม ซึ่งตรงกับปรากฎการณ์ ‘สองคนในสมองเดียว (Multiple Selves)’ ซึ่งเป็นทฤษฎีที่อธิบายว่ามนุษยเรามีตัวตน 2 แบบอยู่ร่วมกันในสมอง ก็คือ ตัวตนที่มีศีลธรรมและตัวตนที่เห็นแก่ตัว เมื่ออยู่ในสถานการณ์ต้องตัดสินใจ ให้ลองนึกภาพว่าจะมีตัวละครฝ่ายดีและฝ่ายร้ายผุดขึ้นมาในหัว (เหมือนที่เราเคยเห็นในการ์ตูนนั่นแหละ) และเกิดการต่อสู้กันทางความคิด ฝ่ายหนึ่งจะบอกเราว่า “อย่าโกงนะ มันผิด!” แต่อีกฝ่ายก็จะบอกว่า “โกงเลย ไม่มีใครรู้หรอก!” และสุดท้าย คำตอบที่คนส่วนใหญ่มักให้กับตัวเองก็คือ “โกงนิดเดียวไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย แค่นิดเดียวก็พอ เพราะใคร ๆ เขาก็ทำกัน”

.

หลักการสำคัญของปรากฎการณ์สองคนในสมองเดียว คือแม้ว่าเราจะรู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นผิด แต่เราจะหาข้ออ้างหรือข้อแก้ต่างให้ตัวเอง ‘รู้สึกผิดน้อยลง’ ได้เสมอ เช่น ฉันจะโกงอย่างมีศีลธรรม ฉันโกงเพราะความจำเป็น ฉันโกงเพราะไม่อยากถูกเอาเปรียบ

ซึ่งเราสามารถจำแนกเหตุผลหลัก ๆ ที่คนใช้ในการหาเหตุผลมาสนับสนุนการโกงของตัวเองได้ ดังนี้

1. การมีผลประโยชน์ทับซ้อน - เป็นการพึ่งพาอาศัยด้านผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน เช่น นักวิจัยที่รับงานวิจัยจากบริษัท หากงานวิจัยชิ้นนั้นมีผลลัพธ์ออกมาตรงข้ามกับสิ่งที่บริษัทอยากได้ยิน นักวิจัยอาจไม่ได้ทำงานต่อในบริษัทแห่งนี้ จึงเลือกนำเสนอเฉพาะผลลัพธ์ที่เป็นที่น่าพึงพอใจต่อบริษัทเท่านั้น

2. ความคิดสร้างสรรค์ - Ariely กล่าวว่า คนที่มีความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการสูงจะสามารถเชื่อมโยงหาเหตุผลต่าง ๆ นานามาอธิบายการโกงของตัวเองได้เก่งกว่าคนอื่น

3. จุดเริ่มต้นจะทำให้มีครั้งต่อไป - หากเราเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยทำผิดมาก่อน แต่ไปอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้อยากลองทำผิด หากเกิดการตัดสินใจโกงไปในครั้งแรกแล้ว ก็เหมือนกับการเปิดประตูให้กับการโกงครั้งถัดไป

4. ความเหนื่อยล้า - การหักห้ามใจไม่ให้โกงหลาย ๆ ครั้ง สามารถส่งผลให้เรารู้สึกเหนื่อยที่จะหักห้ามใจตัวเอง ในวันที่ความอดทนอดกลั้นที่มีจำกัดถึงขีดสุด การดำดิ่งสู่การโกงจะเป็นเรื่องที่ง่ายอย่างมาก

5. เห็นพฤติกรรมการโกงจากคนอื่น - ในบางโอกาส หากเราเคยเห็นการโกงของคนอื่นมาแล้ว จะกระตุ้นให้เราอยากโกงมากขึ้น

6. อยู่ในวัฒนธรรมที่มีตัวอย่างการโกงสูง - คือการอยู่สังคมที่เต็มไปด้วยการโกงเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือมีกระบวนการที่เอื้ออำนวยให้เราโกงได้แบบไม่เกรงกลัวบทลงโทษ ทำให้เกิดข้ออ้างที่เราจะพบบ่อยก็คือ “คนอื่นก็ทำกัน ไม่เห็นเป็นอะไรเลย”

.

สำหรับสังคมไทย ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ อาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็เคยทำการทดลองที่คล้าย กับการทดลองของ Ariely ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ พบว่าคนไทยมีพฤติกรรมการโกงคล้าย ๆ กับกลุ่มตัวอย่างของ Ariely คือเป็นการโกงเล็ก ๆ น้อย ๆ เสียส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม การศึกษาพบเหตุผลที่ค่อนข้างเป็น ‘เอกลักษณ์เฉพาะคนไทย’ ที่แตกต่างจากกลุ่มตัวอย่างของ Ariely นั่นคือวัฒนธรรมในการ ‘ทำบุญ’ เพื่อ ‘ล้างบาป’ โดยคนไทยมักเชื่อมโยงการนำความดีที่เคยทำในอดีตหรือที่กำลังทำอยู่ ณ เวลานั้น มาเป็นข้ออ้างในการล้างความรู้สึกผิดจากการโกง โดยผลสำรวจพบว่ารูปแบบการทำดีเพื่อชดเชยความผิดที่นิยมที่สุดของคนไทยคือ ‘การบริจาค’ ซึ่งก็สอดคล้องกับการที่ประเทศไทยเป็นแชมป์อันดับที่ 5 ด้านการบริจาคสูงที่สุดในโลก

.

กลับมาสู่คำถามว่า หากเราอยู่ในสถานการณ์หรือโอกาสที่จะโกงได้ เราจะเลือกโกงหรือไม่?

จากข้อมูลที่นำเสนอมาทั้งหมด อาจสรุปได้ว่าคนส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะโกง แต่การที่จะหยุดหยั้งความคิดให้เราไม่อยากโกงได้ อาจต้องปลูกฝังการมองมุมกลับว่าโกงแล้วจะเกิดผลเสียอะไรตามมาบ้าง? ใครจะเดือดร้อนจากการโกงของเราบ้าง?

และสาเหตุที่การโกงในบ้านเรายังเกิดซ้ำได้ในทุกวันนี้ อาจเป็นเพราะพวกเราพยายามพึ่งพาเรื่องที่เป็นนามธรรมอย่าง ‘ความดี’ ‘บุญ’ และ ‘บาป’ มากเกินไป ทว่ายังขาดความเข้าใจเหตุผลทางจิตวิทยาแห่งการโกงที่เพียงพอ

.

.

อ้างอิง:

1. Mazar, N., Amir, O. and Ariely, D., (2008). The Dishonest of Honest People: A Throry of Self-concept Maintenance. Journal of Marketing Research.

2. ณัฐวุฒิ เผ่าทวี. (2563). THE EMOTIONAL MAN มนุษย์อารมณ์. สำนักพิมพ์แซลมอน.

3. A fascinating experiment into measuring dishonesty

4. Dan Ariely on How and Why We Cheat

5. ทำไมคนไทยขี้โกง?

 
 
 

Recent Posts

See All

Comments


© 2023 by Peter Collins. Proudly created with Wix.com

bottom of page