Fast Fashion มาไวไปไว แต่ทิ้งผลกระทบมหาศาล
- Jun 3, 2022
- 1 min read
Updated: Jun 3, 2022
https://www.facebook.com/cmutoday/photos/a.577098539324697/1459113457789863/

เมื่อนิยามของความสวย เท่ ดูดี และทันสมัยของเครื่องแต่งกายนั้นไม่เคยหยุดอยู่กับที่ ‘แฟชัน’ นั้นถือว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราเลย มันคือสิ่งที่อยู่แนบชิดตัวเราในทุกวัน และเสื้อผ้าเองก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่แสดงออกถึงตัวตนได้ดีและชัดเจนที่สุด เราเป็นคนแบบไหนหรือชอบอะไร ก็มักถูกสะท้อนออกมาผ่านการแต่งตัวที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคน ทุกครั้งที่เราเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วเลือกเสื้อมาสวมสักตัว ไม่ว่าจะเป็นการ Mix & Match อย่างสร้างสรรค์ หรือจะเป็นกางเกงตัวเก่งที่เราใส่เป็นประจำทุกวัน เท่านี้แฟชันก็มาอยู่บนตัวคุณแล้ว
.
ซึ่งในบางครั้ง ผู้คนก็อยากออกจากกรอบการแต่งตัวแบบเดิม ๆ บ้าง เพราะการสวมใส่เสื้อผ้าตัวเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ก็อาจทำให้เรารู้สึกเบื่อหน่ายได้ ทำให้การแต่งตัวตามกระแสที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของหลาย ๆ คน เป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า ‘Fast Fashion’ กระแสการแต่งตัวที่เล่นกับความเบื่อง่ายหน่ายเร็วของผู้คน เสื้อผ้าแนวนี้จึงผ่านการผลิตแบบเร่งด่วน เน้นปริมาณมาก และมีต้นทุนต่ำ เพื่อให้ผู้คนสามารถซื้อหาได้ในราคาถูก เป็นแฟชันที่ใช้ไม่นานก็ทิ้งได้เร็ว หรือกล่าวได้ว่าเป็นแฟชั่นที่มีวงจรสั้น ๆ ดูทันสมัย ราคาจับต้องได้ ไม่เน้นแบรนด์ ซึ่ง Fast Fashion นั้นอาจดีต่อใจและเงินในกระเป๋าก็จริง แต่มันอาจไม่ดีต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราสักเท่าไหร่
.
Fast Fashion เริ่มกลายเป็นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะใช้มีการทรัพยากรธรรมชาติในการผลิตเสื้อผ้าเหล่านี้ ถึงขั้นสร้างมลภาวะเป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากการใช้น้ำมัน โดยเฉพาะทรัพยากรณ์น้ำที่จำเป็นต้องใช้อย่างมหาศาลเพื่อนำมาผลิตและดูแลผ้า อีกทั้งปัญหาการปล่อยสารเคมีอันตรายระหว่างการผลิต รวมถึงทำให้เกิดไมโครพลาสติกและขยะที่ย่อยสลายยากหลังการใช้งาน ซึ่งปริมาณกำลังสูงขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้อุตสาหกรรมนี้ยังสร้างปัญหาการด้านการกดขี่แรงงาน เพราะกระบวนการผลิตต้องรวดเร็วและมีต้นทุนที่ต่ำ ตามความต้องการของผู้บริโภค ส่งผลให้แรงงานมักถูกเอารัดเอาเปรียบ ทั้งค่าแรงที่ไม่เป็นธรรม และการถูกบังคับให้ทำงานเกินเวลา ยกตัวอย่างกรณีโรงงานเสื้อผ้าในประเทศบังกลาเทศถล่ม อันเป็นสาเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,000 คน เหตุมาจากการพยายามลดต้นทนการผลิตจนเกิดการละเลยเรื่องความปลอดภัยของโรงงานผลิต หรือกรณีฝ้ายจากมณฑลซินเจียง ในประเทศจีนที่มีการใช้ความรุนแรงในการบังคับใช้แรงงานอย่างทารุณ ซึ่งผู้บริโภคหลายคนไม่เคยทราบถึงที่มาของเสื้อผ้าที่ตัวเองสวมใส่ ผลที่ตามมาทำให้เราสนับสนุนการทำลายสิ่งแวดล้อมและการกดขี่แรงงานผ่านการใช้สินค้า Fast Fashion อย่างไม่รู้ตัว
.
“เราอาจจะอยู่ในโลกพาณิชย์ก็จริง แต่ไม่ได้หมายความเราจะต้องซื้อเสมอไป เพราะยังมีการพาณิชย์อื่น ๆ
อย่างบริการนำเสื้อผ้าเก่ามาดัดแปลงใหม่ ที่จะเป็นอีกทางเลือกให้กับเราเช่นกัน”
Dr.Anika Kozlowski ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นเชิงอนุรักษ์ และศาสตราจารย์ด้าน Fashion Design, Ethics and Sustainability จาก Ryerson University กล่าวว่า Fast Fashion นั้นคือการผลิตสินค้าบนพื้นฐานที่มองว่าทรัพยากรธรรมชาตินั้นไม่มีวันหมดไป ในวงการของการออกแบบเสื้อผ้าก็ให้ความสำคัญกับเรื่องความสวยงามเป็นหลัก แต่มองข้ามเรื่องของความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด และหลาย ๆ แบรนด์ก็พยายามหากินอย่างไร้จริยธรรมบนพฤติกรรมของผู้บริโภค
ทว่าการแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาว อาจต้องใช้ความร่วมมือของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นนักออกแบบ เจ้าของแบรนด์ รวมถึงผู้บริโภคอย่างเรา ในการสร้างกระแส ‘Ethical Fashion’ ให้เป็นที่นิยมในวงกว้าง
.
ช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้พฤติกรรมการแต่งกายของผู้บริโภคส่วนใหญ่เปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เนื่องจากผู้คนได้เห็นผลกระทบจากการบริโภคของ Fast Fashion อย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าเดิม เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแบบฉับพลัน ภาวะโลกร้อน มลพิษฝุ่น PM 2.5 ที่ในอดีตไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในทุก ๆ ปี ทั้งหมดนี้มีส่วนให้ผู้คนเริ่มเปลี่ยนค่านิยมแต่งกายตามกระแสที่มาไวไปไว มาเป็นการบริโภคอย่างยั่งยืน สวมใส่เสื้อผ้าจากกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งแรงงานต้องได้รับค่าแรงและการปฏิบัติอย่างยุติธรรม จึงทำให้แบรนด์ Fast Fashion ยักษ์ใหญ่หลายรายต้องออกมาปรับโมเดลธุรกิจและแสดงจุดยืนด้านความยั่งยืนให้ทั่วโลกเห็นว่าตลอดกระบวนการผลิตนั้นมีความรักษ์โลกและรับผิดชอบต่อสังคม
.
มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจเกิดคำถามว่าผู้บริโภคตัวเล็ก ๆ อย่างพวกเราจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้?
ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวตัดสินทิศทางของ Fast Fashion ก็คือพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ที่แหละ หากเราปรับเปลี่ยนการสวมใส่เสื้อผ้าให้มีการหมุนเวียนมากที่สุด คุ้มค่ากับทรัพยากรณ์ที่เสียไป ส่งเสริมค่านิยมว่าแฟชั่นที่ดีคือการที่เราต้องรู้ว่ามันมาจากไหน? เสื้อผ้าชิ้นนี้ทำลายแม่น้ำหรือไม่? มาจากการกดขี่แรงงานหรืเปล่า? ก็จะส่งผลให้ผู้ผลิตต้องปรับตัวตามความต้องการเหล่านี้ ดังนั้นครั้งต่อที่เราคิดจะซื้อเสื้อผ้า เปลี่ยนจากการพิจารณาแค่ลวดลายและป้ายราคา มาเป็นการตั้งคำถามว่า “การซื้อเสื้อตัวนี้กำลังทำร้ายใครหรือเปล่า?” การปฏิวัติวงการแฟชั่นก็อาจไม่ได้อยู่ไกลอย่างที่คิด
.
.
อ้างอิง:
1. ใส่เสื้อตัวเดิม เก็บชุดให้อยู่นาน ชวนรู้จัก Slow Fashion แนวคิดตรงข้ามของ Fast Fashion
2. What Is Fast Fashion Industry and the Best Alternatives
3. ของต้องมี แต่โลกอาจไม่ต้องการ: Fast Fashion อุตสาหกรรมที่ทำลายสิ่งแวดล้อมให้เร็วขึ้น
4. เหยื่อตึกถล่มบังกลาเทศทะลุพัน
5. อุยกูร์: ฝ้าย “ที่แปดเปื้อน” ของซินเจียง หลักฐานใหม่ชี้มีการบังคับใช้แรงงานในใจกลางอุตสาหกรรมแฟชั่นโลก
6. Can Thailand ever fix its relationship with fast fashion?
7. Fast Fashion กับ Sustainability จะไปด้วยกันได้อย่างไร เมื่อการตลาดมีบทบาทสำคัญต่อการเลือกบริโภค



Comments