top of page

Right to Repair ในยุคที่คนซื้อ แทบไม่มีสิทธิ์ซ่อม

  • Jun 3, 2022
  • 1 min read

Updated: Jun 3, 2022

https://www.facebook.com/cmutoday/photos/a.577098539324697/1472150213152854/

หากย้อนกลับไปสัก 20 - 30 ปีก่อนหน้า อุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ เช่น โทรทัศน์ พัดลม ตู้เย็น โทรศัพท์มือถือ หากเกิดการชำรุดเสียหาย ผู้บริโภคสามารถมองหาร้านซ่อมใกล้บ้านได้อย่างง่ายดาย เสียจุดไหนก็ซ่อมหรือสั่งอะไหล่มาเปลี่ยนแค่จุดนั้น บ้างก็เปิดคู่มือที่แถมมาให้เพื่อทำการซ่อมด้วยตนเองก็ยังได้ จึงไม่แปลกที่หลายครัวเรือนจะมีตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ หรือโทรทัศน์ประจำตระกูลที่ใช้งานมาตั้งแต่รุ่นคุณตาหรือคุณยาย บางเครื่องถึงขั้นอายุมากกว่าเราด้วยซ้ำ พูดได้ว่าการซื้ออุปกรณ์เหล่านี้ถือเป็นการลงทุนในระยะยาวอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้ผลิตแต่ละรายก็พยายามชูจุดขายเรื่องความคุ้มค่าในการใช้งานกันเป็นหลัก

.

ทว่าในปัจจุบัน ชิ้นส่วนภายในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ มักถูกประกอบให้ยึดติดถาวรกับตัวเครื่อง ยากต่อการซ่อมโดยร้านซ่อมทั่วไปหรือการซ่อมด้วยตนเอง รวมไปถึงชิ้นส่วนอะไหล่ที่ถูกผูกขาดโดยบริษัทผู้ผลิตเพียงรายเดียว ทำให้วันนี้เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการนำอุปกรณ์ที่ชำรุดไปซ่อมกับบริษัทผู้ผลิตโดยตรงหรือศูนย์บริการที่ได้รับการรับรองเท่านั้น หากละเมิดอาจทำให้ไม่สามารถขอเปลี่ยนสินค้าหรือสิ้นสุดการรับประกันไปเลย ซึ่งการซ่อมกับผู้ผลิตโดยตรง บางครั้งทำให้ผู้บริโภคต้องจ่ายแพงกว่าการซ่อมกับร้านทั่วไป หรือใช้เวลานานกว่าที่ควรจะเป็น ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้ผู้บริโภคแทบจะไม่มีสิทธิ์เลือกใช้บริการซ่อมแซมที่อื่นได้เลย จนกลายเป็นวัฒนธรรมของคนยุคนี้ที่มองว่า ‘ซื้อใหม่คุ้มกว่าซ่อม’ แต่ละคนซื้ออุปกรณ์ใหม่กันเป็นว่าเล่น เปลี่ยนโทรสัพท์ปีละเครื่อง ซื้อโทรทัศน์ใหม่ทุก 2 -3 ปี และพฤติกรรมนี้เองที่กลายเป็นหนึ่งในต้นตอของปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

.

ประเด็นดังกล่าวทำให้ในปัจจุบันเกิดการเรียกร้อง ‘Right to Repair’ สิทธิ์ในการซ่อมแซมอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ จากกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและในสหรัฐอเมริกา สร้างกระแสกดดันบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ต่าง ๆ โดยจุดประสงค์ของกฎหมายนี้มีมากกว่าแค่การการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค เพราะเกี่ยวเนื่องกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย โดยเนื้อหาของกฎหมายฉบับนี้เป็นการกดดันให้แต่ละบริษัทผลิตสินค้าที่มีความทนทาน ใช้งานได้นาน ซ่อมแซมได้ และประหยัดทรัพยากรณ์ในการผลิตมากขึ้น

.

“ผู้บริโภคส่วนใหญ่พบเจอกับปัญหานี้ โดยที่ไม่รู้ว่ามันมีทางออกแบบนี้อยู่ หรือไม่รู้แม้กระทั่งว่าตัวเองกำลังถูกผู้ผลิตปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม” คำพูดของ Gay Gordon-Byrne ฝ่ายบริหารของ ‘The Repair Association’ องค์กรที่ต้องการให้ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ปรับเปลี่ยนแนวทางการผลิตให้สอดคล้องกับกฎหมายดังกล่าว

.

กฎหมาย Right to Repair ในสหรัฐอเมริกาพุ่งเป้าไปที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะ เป็นความพยายามแก้ไขปัญหาการผูกขาดการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนในผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิต ซึ่งบริษัทที่เป็นผู้นำตลาดอย่าง Apple และ Microsoft ล้วนได้รับผลกระทบจากกฎหมายนี้ไปเต็ม ๆ โดย Brian Deese ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของทำเนียบขาว ให้ความเห็นว่ากฎหมายนี้จะสร้างการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ เป็นการป้องกันไม่ให้บริษัทต่าง ๆ ผลักภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมไปยังผู้บริโภคที่ต้องเสียเงินแพงกว่าที่ควรจะเป็น และเป็นการกระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการรายย่อยอีกด้วย ส่วนในสหภาพยุโรปและประเทศอังกฤษ ได้บังคับใช้กฎหมายที่ผู้ผลิตต้องสำรองอะไหล่ให้กับผู้บริโภคอย่างน้อย 10 ปี เพื่อเป็นการการันตีว่าถ้าหากอุปกรณ์เกิดการชำรุด ผู้ผลิตต้องมีอะไหล่สำรองให้ผู้บริโภค ไม่เพียงแต่ผู้บริโภคจะได้รับอิสระในการซ่อมแซมผลิตภัณฑ์ได้ด้วยตนเองแล้ว ในส่วนของร้านซ่อมรายย่อยก็ได้รับสิทธิ์ในการสั่งซื้ออะไหล่และอุปกรณ์การซ่อมที่ได้มาตรฐานอีกด้วย

.

ทว่าการขับเคลื่อนกฎหมาย Right to Repair นั้นก็ไม่ได้ราบรื่นผ่านฉลุยเสียทีเดียว เพราะทางฝั่งผู้ผลิตก็ได้โต้แย้งกฎหมายดังกล่าวโดยอ้างถึงผลกระทบต่อความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ เพราะการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถงัดแงะแก้ไขอุปกรณ์ได้อย่างอิสระ อาจทำให้พวกเขาสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เป็นความลับของลูกค้า และทำให้ไม่สามารถควบคุมมาตรฐานการซ่อมของแต่ละร้านได้ เพราะจะเห็นว่าเคยมีกรณีที่ผู้บริโภคถูกร้านรับซ่อมขโมยข้อมูลในโทรศัพท์หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เราเห็นอยู่บ่อยครั้ง หรือแม้แต่กรณีที่ร้านซ่อมมีการสับเปลี่ยนชิ้นส่วนดั้งเดิมกับที่ไม่ได้มาตรฐาน จนทำให้เกิดความเสียหายจากการใช้งานตามมาในภายหลัง นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่ทางผู้ผลิตจะถูกละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาด้วย อาจส่งผลให้การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทำได้ช้ากว่าเดิม

.

Apple คือหนึ่งในบริษัทระดับโลกที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการต่อต้านกฎหมาย Right to Repair อย่างชัดเจน ทว่าหากเราม้องย้อนไปราว 40 ปีที่แล้ว Apple เองก็เคยสนับสนุนประเด็น Right to Repair มาก่อน โดย Steve Wozniak ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple ออกมาเปิดเผยว่าจริง ๆ แล้วตอนที่เริ่มก่อตั้งบริษัท เขาไม่ได้สร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ Apple จากชิ้นส่วนดั้งเดิม แต่เกิดจากการซ่อมแซม ปรับแต่ง ดัดแปลงเพื่อใช้งานเอง แล้วยกตัวอย่างคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าของบริษัทอย่าง ‘Apple II’ ที่เปิดตัวในปี ค.ศ.1977 ว่าเคยมีคู่มือการซ่อมแซมและแผนผังวงจรแถมให้ผู้บริโภคด้วย ซึ่งเป็นคู่มือที่แม้ว่าจะไม่ใช่ช่างมืออาชีพก็สามารถถอดชิ้นส่วนอุปกรณ์ออกมาเพื่อซ่อมแซมเองได้ ถ้ามีชิ้นส่วนเสียหายก็สามารถซื้อและนำมาเปลี่ยนใหม่ได้เอง

.

โดยปกติแล้ว สิทธิ์ในการซ่อมแซมหรือการรับประกันสินค้าจะมีเงื่อนไขเขียนไว้อย่างชัดเจนและมีการทำสัญญาผู้บริโภคไว้ตั้งแต่ตอนที่ควักกระเป๋าจ่ายเงินแล้ว แต่จะมีสักกี่ครั้งที่เราอ่านทำความเข้าใจมันอย่างทะลุปรุโปร่ง? บางสัญญาก็ฟังดูคุ้มค่าและเป็นธรรม แต่บางสัญญาอาจเอาเปรียบจนทำให้เราเกิดคำถามว่าสิ่งที่เราซื้อมา “เป็นของเราหรือเป็นของเขากันแน่”?

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้ก็ยังมีช่องโหว่และต้องผ่านการพิจารณาจากหลายฝ่าย เพื่อให้ความเป็นธรรมต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค

.

.

อ้างอิง:

1. Biden Sets Up Tech Showdown With ‘Right-to-Repair’ Rules for FTC

2. Right to repair rules will extend lifespan of products, government says

3. The Fight for the “Right to Repair”

4. What You Should Know About Right to Repair

5. The Debate on Right to Repair: A Primer

6. Apple co-founder Steve Wozniak stands up for right-to-repair, argues company built on open source

 
 
 

Comments


© 2023 by Peter Collins. Proudly created with Wix.com

bottom of page