การเรียกร้องของนักศึกษา พลังที่ขับเคลื่อนสังคมทั่วโลกมาอย่างยาวนาน
- Jun 3, 2022
- 1 min read
Updated: Jun 3, 2022
https://www.facebook.com/cmutoday/photos/a.577098539324697/1482332762134599/

การออกมาเคลื่อนไหวของนักศึกษานั้นเป็นพลังที่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม หรือเศรษฐกิจ มาโดยตลอด เราได้เห็นปรากฎการณ์ที่กลุ่มนักศึกษาที่เปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์ จากรุ่นสู่รุ่น ออกมาเรียกร้องประเด็นต่าง ๆ ทั่วโลก เป็นความเคลื่อนไหวที่ยุคสมัยไม่อาจจำกัดความปรารถนาของพวกเขาได้เลย และในบทความนี้ เราจะพาย้อนดูประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวของนักศึกษาจากทั่วโลก ว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง
.
สหรัฐอเมริกา: เมื่อนักศึกษาเสนอ ‘หมู’ เป็นผู้นำประเทศ
เมื่อผู้คนเริ่มเบื่อหน่ายกับการบริหารประเทศของนักการเมือง ที่ไม่ว่าจะผ่านการเลือกตั้งมากี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ก็ยังอยู่ในวังวนเดิม ๆ จนมีการเสนอเจ้าหมู ชื่อว่า ‘เพกาซัส (Pegasus)’ ให้เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา โดยพรรคการเมือง ‘The Youth International Party (YIP)’ ที่มาจากขบวกการเคลื่อนไหวของนักศึกษามหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา ซึ่งที่จริงแล้วก็ไม่นับเป็นพรรคการเมืองจริง ๆ หรอก เพราะไม่ได้มีการไปจดทะเบียนแต่อย่างใด เพราะพวกเขามองว่าแต่ละพรรคการเมืองล้วนแต่ส่ง ‘หมู’ มาเป็นประธานาธิปดีอยู่แล้ว (หมายถึงคนที่ทำงานไม่ได้เรื่อง) พวกเขาเลยเสนอนโยบายพรรคว่า ‘จะเอาครึ่งหมูครึ่งคนมาทำไม ในเมื่อเราสามารถมีหมูเต็มตัวเป็นประธานาธิบดีเลยก็ได้’
.
พวกเขาเรียกสมาชิกพรรคว่า ‘Yippie’ ที่เลียนเสียงมาจากคำว่า ‘Hippy’ ที่ผู้คนใช้เรียกกลุ่มบุปผาชนที่ต้องการเห็นสันติและเสรีภาพในสังคม โดยกลุ่ม Yippie ต้องการสร้างพรรคการเมืองที่ไม่มีลำดับชั้นต่ำสูง ขับเคลื่อนด้วยคนหนุ่มสาว เป็นการปฏิวัติและต่อต้านวัฒนธรรมทางการเมืองแบบดั้งเดิมด้วย ซึ่งนโยบายสำคัญของ Yippie คือ การสร้าง ‘New Nation’ หรือ ‘ชาติใหม่’ ด้วยการสร้างสถาบันทางสังคมต่าง ๆ ขึ้นมาใหม่ ให้ทุกคนสามารถควบคุมชีวิตตัวเองอย่างเสรี และมุ่งให้ผู้คนช่วยเหลือกันและกัน อีกทั้งยังส่งเสริมสันติภาพและต่อต้านสงคราม โดยเฉพาะสงครามเวียดนาม ที่เป็นสงครามตัวแทนของชาติมหาอำนาจในยุคสงครามเย็น ซึ่งหนึ่งในวิธีการประท้วงที่กลายเป็น ‘ตำนาน’ ของพวกเขา คือการหลอกรัฐบาลว่าจะจัดคอนเสิร์ตเล่นดนตรี เพื่อให้ผู้คนมารวมตัวกันเยอะ ๆ แล้วก็เปลี่ยนเป็นเวทีการประท้วงมันกลางคอนเสิร์ตเสียเลย จนทำให้เกิดการเผชิญหน้าครั้งใหญ่ระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ในวันที่ 1 พฤษภาคม 1970 และมีคนถูกจับถึง 12,000 คน
.
ทวีปยุโรป: เมื่อพลังนักศึกษา นำมาซึ่งการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ใครว่านักศึกษาไม่มีพลังเพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลง เพราะเรามีตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมมาให้ดู เป็นการเคลื่อนไหวของนักศึกษาจากเนเธอร์แลนด์ เยอรมณี สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และกรีก ที่ร่วมมือขับเคลื่อนประเด็นทางการเมืองในระดับภูมิภาคยุโรป ในปี ค.ศ.1968 นักศึกษาจากกลุ่มประเทศดังกล่าวสร้างกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้านการเมืองระหว่างประเทศผ่านการท่องเที่ยว เรียกได้ว่าได้ว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ในยุคนั้นกำลังหาทางรวมกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกเข้าด้วยกัน ทว่าการเคลื่อนไหวในเหตุการณ์นี้มีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจที่ผู้ร่วมเคลื่อนไหวส่วนใหญ่เป็นเยาวชนชนชั้นกลางที่มีความสามารถในการจ่ายค่าเดินทางไปในประเทศต่าง ๆ ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้เองที่ทำให้รัฐบาลแต่ละประเทศเห็นความสำคัญของการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหลังช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านกลุ่มนักศึกษา นำไปสู่การสนับสนุนสวัสดิการสำหรับเยาวชนในการเดินทางท่องเที่ยวข้ามประเทศของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป
.
ทวีปเอเชีย: กลุ่มพันธมิตรที่เชื่อมสัมพันธ์กันด้วย ‘ชานม’
คล้ายกับทวีปยุโรปในอดีตที่เคยมีการรวมกลุ่มของนักศึกษาระหว่างประเทศ ยุคปัจจุบันในฝั่งเอเชียเองก็มีการรวมกลุ่ม ‘พันธมิตรชานม (Milk Tea Alliance)’ ที่เริ่มต้นจากกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศไทย ฮ่องกง และไต้หวัน แล้วค่อย ๆ ทวีความเข้มแข็งและมีกลุ่มประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างอินเดียและเมียนมาร์เพิ่มมาอีกในภายหลัง พร้อมด้วยแรงสนับสนุนจากคนรุ่นใหม่ในอีกหลายชาติในเอเชีย ซึ่งสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มนี้คือถึงแม้ประเทศพันธมิตรส่วนใหญ่จะไม่มีเขตแดนติดต่อกัน แต่ก็ร่วมกันแสดงออกทางการเมืองผ่านทางพื้นที่บนโลกออนไลน์ ซึ่งได้กลายเป็นอาวุธสำคัญในการขับเคลื่อนของกลุ่มพันธมิตรนี้ เมื่อใดก็ตามที่มีความเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมในแต่ละประเทศ กลุ่มเยาวชนจากแต่ละประเทศจะช่วยกันกระจายข่าวสารบนพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์อย่างรวดเร็ว ช่วงชิงพื้นที่สื่อให้ได้มากที่สุด ทำให้การเรียกร้องของพวกเขาเป็นที่รับรู้ไปทั่วโลกในเวลาอันสั้น ซึ่งนอกจากจะเชื่อมโยงกันด้วยอุดมการณ์ด้านประชาธิปไตยแล้ว กลุ่มประเทศพันธมิตรยังสามารถหาจุดเชื่อมโยงผ่านวัฒนธรรมอาหารที่ทุกชาติมีเหมือนกัน นั่นคือ ‘ชานม’ และได้กลายมาเป็นชื่อกลุ่มพันธมิตรดังกล่าว
.
แม้ว่าการรวมตัวกันอย่างหลวม ๆ นี้ จะยังไม่มีพลังเพียงพอที่จะล้มรัฐบาลปัจจุบันได้อย่างที่พวกเขาใฝ่ฝัน แต่อย่างน้อยก็และช่วยให้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพังในภูมิภาคนี้ เป็นการแสดงออกให้เห็นว่ามีประชาชนอีกมากมายที่เห็นว่ารัฐบาลของพวกเขาหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ และค่อย ๆ สร้างกระแสกดดันให้ภาคธุรกิจต่าง ๆ ตระหนักว่าพวกเขาไม่สามารถยืนเคียงข้างรัฐบาลที่ไม่มีความชอบธรรมนี้ได้ ผ่านการ ‘คว่ำบาตร (Boycott)’ ไม่อุดหนุนผลิตภัณฑ์ใดก็ตามที่สนุบสนุนรัฐบาลเหล่านี้
.
ประเทศไทย: อุดมการณ์เดิม เพิ่มเติมคือรูปแบบการชุมนุมใหม่ ๆ
จากยุคประชาธิปไตยแบ่งบาน (ค.ศ.1973 - 1976) เป็นยุคทองของการเรียกร้องของนักศึกษาในประเทศไทย จนกระทั่งเกิดการปราบปรามครั้งใหญ่ของนักศึกษาในเหตุการณ์ ‘6 ตุลาคม’ ที่มีการล้อมปราบผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ก็ได้มีการลดทอนบทบาทของนักศึกษาไทยมาอย่างต่อเนื่อง มาจนถึงสมัยรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธธ์ จันทร์โอชา กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยได้มีการรวมตัวกันมาเรียกร้องทางการเมืองอีกครั้ง และในครั้งนี้ขยายวงไปยังกลุ่มนักเรียนมัธยมอีกด้วย ซึ่งนอกจากการเรียกร้องทางการเมืองแล้ว ยังมีการเรียกร้องด้านปฏิรูปการศึกษา สิทธิความเท่าเทียมทางเพศ สิทธิมนุษยชน ร่วมด้วย โดยกิจกรรมและการเคลื่อนไหวในยุคนี้ มุ่งเน้นไปที่การชิงพื้นที่สื่อด้วยรูปแบบกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่แปลกใหม่ ผสมผสานกับการประท้วงรูปแบบดั้งเดิม เช่น การรวมตัวชุมนุมแบบ ‘แฟลชม็อบ (Flash Mob)’ ที่ผู้ชุมนุมรวมตัวกันเป็นเวลาสั้น ๆ ไม่กี่ชั่วโมงแล้วแยกย้าย การผูกโบว์ขาวและโบว์ดำในกลุ่มนักเรียนนักศึกษา หรือการใช้ ‘คาร์ม็อบ (Car Mob)’ ชุมนุมกันบนท้องถนนโดยไม่ลงจากรถ เป็นต้น
.
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่: เพราะเราเดือดร้อน เราจึงเรียกร้อง
ในขณะที่การเรียกร้องของนักศึกษามหาวิทยาลัยเกิดขึ้นทั่วประเทศ แน่นอนว่านักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่เองก็เข้าร่วมกับการเคลื่อไหวในครั้งนี้ นักศึกษา มช. ได้มีการจัดตั้งประชาคมขึ้น มีการจัดเวทีปราศัยเกี่ยวกับประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมทางเพศ ไปจนถึงระบบ SOTUS ภายในมหาวิทยาลัย โดยใช้พื้นที่ทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือกรณีที่นักศึกษา มช. รวมตัวกันพูดถึงประเด็นการลดค่าธรรมเนียมการศึกษา เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้นักศึกษาหลายคนได้รับผลกระทบ จึงเรียกร้องให้ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เร่งออกมาตรการช่วยเหลือนักศึกษา รวมถึงการประกาศรูปแบบการเรียนที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ ซึ่งการเรียกร้องเกิดขึ้นหลายรูปแบบผ่าน ทั้งการชุมนุมประท้วง ณ ตึกผู้บริหาร กิจกรรมประท้วงเชิงสัญลักษณ์ เปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนระหว่างนักศึกษาอย่างเปิดเผยบนแอปพลิเคชัน Clubhouse รวมถึงการรวบรวมความคิดเห็นของนักศึกษาโดยองค์กรผู้นำนักศึกษาและนำเสนอต่อคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย แต่ถึงแม้ว่าจะได้รับผลตอบรับจากทางมหาวิทยาลัยและรัฐบาลด้านมาตรการช่วยเหลือนักศึกษาแล้ว แต่ด้วยปัญหาการเบิกจ่ายจากกระทรวงการคลัง รวมถึงความไม่ชัดเจนของรัฐบาลเกี่ยวกับมาตรการในการเปิดสถานศึกษา ทำให้นักศึกษาบางส่วนยังคงเดินหน้าเรียกร้องในประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
.
ทุกเหตุการณ์การเคลื่อนไหวของนักศึกษาจากอดีตถึงปัจุบัน เป็นสิ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมได้เสมอ เพราะสุดท้ายแล้วเยาวชนเหล่านี้ก็จะเติบโตและกลายเป็นผู้ขับเคลื่อนประเทศในอนาคต ซึ่งพวกเขาเข้าใจเรื่องนี้ดี ดังนั้นการเรียกร้องต่าง ๆ ล้วนเกิดจากความพยายามออกแบบ ‘อนาคต’ ของพวกเขาเอง ผลักดันให้ประเทศและสังคมให้เป็นไปในทิศทางที่พวกเขาต้องการ
.
.
อ้างอิง:
1. ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวของเยาวชนทั่วโลกจากรุ่นสู่รุ่น
2. บทความวิจัย วิเคราะห์ขบวนการนักศึกษาไทยในช่วงความขัดแย้ง ทางการเมือง พ.ศ 2549 - 2557
3. เอาสัตว์มาเป็นผู้นำประเทศ (ก็ได้เหรอ)
4. Youth Movements: Travel, Protest, and Europe in 1968
5. ‘1 ปี Milk Tea Alliance’ กับวาสนา วงศ์สุรวัฒน์
6. การศึกษาขบวนการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักเรียนเลว ในยุครัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา
7. How the Yippies 'Stuck It to the Man' at the 1968 DNC



Comments