จาก Estella สู่ Cruella
- Jun 3, 2022
- 2 min read
Updated: Jun 3, 2022

ย้อนกลับไปในช่วงปี 1970 นี่คือยุคที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวงการแฟชันในกรุง London ประเทศอังกฤษ กระแสเสื้อผ้าแนว Street และ Punk Rock เริ่มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย นับการเบ่งบานของแฟชั่นนอกกรอบที่แหวกภาพลักษณ์ของความเป็น ‘ผู้ดีอังกฤษ’ ไปโดยสิ้นเชิง ผู้คนเริ่มเปลี่ยนจากการใส่เสื้อสูท ผูกไทด์ นุ่งกระโปรง สวมเผื้อผ้าสีเรียบ มาเป็นเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดสะดุดตา สวมแจ็คเก็ตหนัง ใส่กางเกงยีนส์ทั้งหญิงและชาย สิ่งเหล่านี้ได้กลายมาเป็นฉากหลังและบรรยากาศของภาพยนต์ ‘Cruella (2021)’ เรื่องราวของตัวร้ายผมสองสีที่ทุกคนคุ้นเคยจากแอนิเมชัน ‘101 Dalmatians’ ของ Walt Disney
.
ภาพยนต์ Cruella นำเสนอเรื่องราวของ ‘Cruella de Vil’ ตัวละครสมมติจากนวนิยายของ Dodie Smith เรื่อง ‘The Hundred and One Dalmatians’ ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ.1956 และ Walt Disney ได้นำนวนิยายเรื่องนี้มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์แอนิเมชัน ‘101 Dalmatians’ ในปี ค.ศ.1961 โดยเรื่องราวในภาพยนตร์เกิดในช่วงเวลาก่อนเรื่องราวในแอนิเมชัน เป็นการเล่าช่วงชีวิตวัยเด็กของ Cruella ก่อนที่เธอกลายมาเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าสุดร้ายกาจที่พยายามสร้างสรรค์ผลงานจาก ‘ขนสุนัข’ และกลายเป็นตัวร้ายหลักของเรื่องนี้ โดยเนื้อหาหลังจากนี้จะมีการเปิดเผยเรื่องราวบางส่วนของภาพยนตร์ Cruella หากเป็นไปได้ เราขอแนะนำให้ผู้อ่านดูภาพยนตร์เรื่องนี้ให้จบเสียก่อน (ดูได้ทางแอปพลิเคชัน Disney+ Hotstar) เพื่อไม่ให้เสียอรรถรสในการชม
.
‘วายร้ายสุดเริศตลอดกาล ที่มีจุดเริ่มต้นจากการสูญเสียครอบครัว’
ทำเอาแฟน ๆ ประหลาดใจเมื่อได้รู้ว่า Cruella เคยมีชื่อว่า ‘Estella’ เด็กสาวที่เกิดมาพร้อมกับผมสองสีอันเป็นเอกลักษณ์ สาวน้อย Estella มักถูกเพื่อน ๆ กลั่นแกล้งที่โรงเรียน จนทำให้เธอมีเรื่องทะเลาะวิวาทชกต่อยอยู่บ่อย ๆ ชนิดที่เดินเข้าออกห้องปกครองเป็นว่าเล่น จนแม่ของเธอให้ฉายากับเธอว่า ‘Cruella’ ที่เป็นการเล่นคำระหว่าง ‘Cruel’ ที่แปลว่าโหดเหี้ยม กับ ‘Estella’ ซึ่งเป็นชื่อของเธอเอง ทว่าสาเหตุที่ Estella ถูกเพื่อน ๆ กลั่นแกล้ง นั้นไม่ใช่แค่เพราะว่าเธอมีสีผมที่แปลกจากคนทั่วไป แต่เป็นเพราะรสนิยมการแต่งตัวที่ไม่เหมือนใคร เรียกได้ว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ทางด้านแฟชันและฉายแววการเป็นดีไซเนอร์ตั้งแต่เด็ก ทว่าวันหนึ่ง ชีวิตของสาวน้อย Estella ก็พลิกผลัน เมื่อเธอต้องสูญเสียแม่จากอุบัติเหตุและกลายเป็นเด็กกำพร้า ซึ่งนี่เองเป็นจุดกำเนิดของเรื่องราวสุดรันทดที่บีบให้ Estella กลายมาเป็น Cruella ที่เรารู้จัก
.
หลังจากสูญเสียแม่และไม่มีใครให้พึ่งพิงได้ Estella ใช้ชีวิตด้วยการเป็นโจรลักเล็กขโมยน้อยกับเพื่อนซี้ Jasper และ Horace แต่วันหนึ่ง โชคชะตาดูเหมือนจะเข้าข้าง ทำให้ Estella ได้มีโอกาสก้าวสู่วงการแฟชันอย่างที่เธอฝันเอาไว้ นอกจากนี้ผลงานของเธอดันไปสะดุดตา Baroness เจ้าแม่แฟชันผู้ทรงอิทธิพลของ London ที่ต่อมาได้ชักชวนเธอไปทำงานด้วย ทว่า Estella กลับพบความจริงบางอย่างที่ทำให้เธอละทิ้งตัวตนของ Estella ผู้แสนอ่อนโยน สู่ Cruella ดีไซเนอร์สุดเฟียส ผู้กล้าฉีกกฏแฟนชันแบบเดิม ๆ เพื่อท้าทายและล้างแค้น Baroness ผู้กุมความลับบางอย่างเกี่ยวกับชีวิตของเธอไว้
.
'ถ้าหากเรื่องราวไม่เป็นเช่นนี้? Estella จะมองหาครอบครัวได้จากที่ไหน?'
ต่อจากนี้เราอยากทุกคนตั้งคำถามกับทางเลือกของ Estella ว่าชีวิตของเธอจะเป็นอย่างไรต่อไปถ้าเธอไม่ต้องใช้ชีวิตแบบหัวขโมย หากว่าเธอมีใครสักคนให้พึ่งพิงหลังจากที่สูญเสียแม่ไป ถ้ามีระบบที่คอยช่วยเหลือเด็กกำพร้าสูญเสียครอบครัวในวันที่พวกเขายังไม่พร้อมดูแลตนเอง และในเมื่อเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้น ณ กรุง London บทความนี้จึงจะพาทุกคนไปรู้จักกับระบบ ‘การเลี้ยงดูทดแทน’ ของสหราชอาณาจักรกัน
.
แม้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ประชาชนบางส่วนยังคงประเชิญกับปัญหาความยากจนอยู่ กลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กหลายคนถูกทอดทิ้งเนื่องจากพ่อแม่ไม่สามารถเลี้ยงดูพวกเขาได้ เด็กเหล่านี้จึงมีหนทางไม่มากนักในชีวิต ขาดโอกาสในการพัฒนาชีวิตของตัวเองให้มีคุณภาพ จากการสำรวจของ Policy Exchange องค์กรที่ผลักดันเกี่ยวกับนโยบายในการดูแลเด็กด้อยโอกาสในสหราชอาณาจักร หากเรียงลำดับตามรายได้จะพบว่าเด็กจากครอบครัวที่อยู่ในกลุ่มประชากร 30% จากต่ำสุด มีจำนวนกว่า 56% ที่ไม่ได้รับการศึกษาที่ดี ในขณะที่ 70% ที่เหลือ ได้รับการศึกษาที่ดีถึง 68% ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นหนึ่งในปัญหาท้าทายของสหราชอาณาจักร
.
ในอดีต เด็กที่กำพร้าพ่อแม่หรือถูกทอดทิ้งในสหราชอาณาจักร มักถูกรับเลี้ยงโดยองค์กรการกุศลซึ่งส่วนใหญ่เป็นองค์กรทางศาสนาที่อาศัยเงินบริจาคในการจัดหาพัก อาหาร และการศึกษาให้กับเด็ก ๆ เหล่านี้ จนกว่าพวกเขาจะอยู่ในวัยที่พร้อมดูแลตัวเอง ซึ่งฟังดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ดีใช่ไหมล่ะ? ทว่าจากการศึกษาพบว่าการปล่อยให้เด็ก ๆ เติบโตในสถานสงเคราะห์เด็กจะส่งผลให้พวกเขาไม่ได้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่พวกเขาควรจะได้รับ ขาดการพัฒนาด้านบุคลิกภาพ ขาดการดูแลด้านอารมณ์ และอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตในวัยผู้ใหญ่ได้ ทำให้ในปัจจุบันทั้งภาครัฐและภาคเอกชนพยายามผลักดันให้เด็ก ๆ เหล่านี้ได้รับการอุปการะโดย ‘ครอบครัวอุปถัมภ์ (Foster Care)’ มากกว่าการถูกเลี้ยงดูโดยสถานสงเคราะห์ พูดง่าย ๆ คือให้พวกเขาได้เติบโตโดยมีผู้ปกครองเป็นผู้เลี้ยงดูเหมือนเด็กทั่ว ๆ ไป โดยในปัจจุบันมีเด็กด้อยโอกาสที่ต้องการผู้อุปการะในสหราชอาณาจักรราว 83,000 คน ทว่ามีเพียง 55,000 คนที่ได้รับโอกาสนั้น (ประมาณ 80%) โดยในแต่ละปีจะมีเด็กด้อยโอกาสเพิ่มขึ้นราว 30,000 คน แต่ยังนับว่าโชคดีที่จะมีผู้รับอุปการะเพิ่มในแต่ละปีในสัดส่วนที่พอ ๆ กัน
.
'ถ้าหากเรื่องราวเกิดขึ้นในประเทศไทย? Estella พึ่งใครได้บ้าง?'
เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศ ไทยเองก็เผชิญปัญหาเด็กถูกทอดทิ้งเช่นกันกัน หนูน้อย Estella ที่กลายเป็นเด็กกำพร้าในประเทศไทย อาจพบความท้าทายที่แตกต่างจากประเทศอังกฤษ เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายและกรอบนโยบายที่ยังไม่สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก รวมถึงทรัพยากรที่ไม่เพียงพอต่อการดูแล
.
‘บ้านนกขมิ้น’ หนึ่งในสถานสงเคราะห์เด็กภาคเอกชน ที่ทำหน้าที่เป็นบ้านชั่วคราวให้เด็กกำพร้ามากว่า 25 ปี ซึ่งคุณโชคชัย หลีวิจิตร หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ มูลนิธิบ้านนกขมิ้น อดีตเด็กกำพร้าที่เติบโตจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าบ้านนกขมิ้น กล่าวว่าการดูแลเด็กของบ้านนกขมิ้นจะใช้รูปแบบ ‘ครอบครัวจำลอง’ หรือ ‘บ้าน’ ที่มีองค์ประกอบครบตามแบบครอบครัวพื้นฐาน โดยมีเจ้าหน้าที่ชาย - หญิงที่เป็นคู่สามีภรรยาตามกฎหมาย สวมบทบาทเสมือนจริงเป็นพ่อและแม่ของเด็ก ๆ โดยมีลูกในความดูแลราว 10 คน แต่บ้านนกขมิ้นเองก็สามารถรับอุปการะเด็กได้มากสุดเพียง 140 คน จากทั้ง 7 สาขา ที่กระจายอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ เพราะการเลี้ยงดูเด็ก 1 คนจนจบชั้นปริญญาตรีหรือเทียบเท่านั้นมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ทำให้ทางมูลนิธิฯ สามารถอุปการะเด็กเพิ่มได้เพียงปีละประมาณ 10 คนเท่านั้น โดยในแต่ละเดือน ทางมูลนิธิฯ มีงบประมาณในการดูแลเด็กหนึ่งคนเพียง 3,000 บาทเท่านั้น ซึ่งค่าอาหารและค่าอุปกรณ์การเรียนก็จะสูงขึ้นตามระดับชั้นการศึกษา โดยเฉพาะเมื่อเข้ามหาวิทยาลัย เพราะรัฐบาลหยุดสนับสนุนงบประมาณการศึกษาขั้นพื้นฐานแก่เด็กทุกคนเมื่อจบชั้นมัธยมปลาย
.
ทั้งนี้ ระบบการเลี้ยงดูทดแทนเป็นเพียงเบาะรองรับผลผลิตที่ล้มเหลวของสถาบันครอบครัว แต่ไม่อาจทำให้ปัญหาเด็กถูกทอดทิ้งที่เกิดขึ้นทุกวันบรรเทาเบาบางลงได้ และการส่งตัวเด็กเข้าไปอยู่ในสถานสงเคราะห์เป็นทางเลือกที่ ‘ไม่จําเป็น’ เพราะยังมีทางเลือกอื่นที่ช่วยให้เด็กได้เติบโตในสภาพแวดล้อมของครอบครัวที่เหมาะสมได้ เช่น ระบบครอบครัวเครือญาติ ครอบครัวอุปถัมภ์ หรือการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
.
จากสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์ พูดได้ว่าต้นตอของปัญหาในชีวิตของ Estella นั้นเกิดจากความล้มเหลวของสถาบันครอบครัวในวัยเด็ก ซึ่งก็แทบจะไม่ต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกความเป็นจริงเลยแม้แต่น้อย เพราะสิ่งที่เด็กคนหนึ่งต้องการนั้นไม่ได้มีแค่ที่พัก อาหาร เสื้อผ้า หรือการศึกษาที่ดีเท่านั้น แต่พวกเขาต้องได้เรียนรู้การ ‘มีชีวิตเป็นของตนเอง’ ด้วย ซึ่งการมีผู้ปกครองคอยสนับสนุนด้านการพัฒนาบุคลิกภาพและการจัดการอารมณ์ก็ถือเป็นสิ่งที่จำที่จะช่วยให้ Estella ได้มีโอกาสโบยบินไปสู่เส้นทางการเป็นดีไซน์เนอร์ตามความฝันของเธอ ซึ่งการเลี้ยงดูจากมูลนิธิและสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ ที่พยายามทุ่มเทให้เด็กแต่ละคนได้รับการดูแลเหมือนครอบครัวจริง ๆ แต่ด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง ก็ทำให้ไม่สามารถทดแทนการเลี้ยงดูโดยครอบครัวจริงได้
.
.
อ้างอิง:
1. The story of the Müller Orphan Homes in Bristol
2. Quality Childcare
3. The Rise Of The Orphanage
4. การศึกษาทบทวนด้านการเลี้ยงดูทดแทนในประเทศไทย
5. ‘เด็กกำพร้า’ เส้นทางนกขมิ้นก่อนบินออกจากรัง
6. Fostering statistics in UK
7. The Effects of Institutionalization and Living Outside of Family Care on Children's Early Development
8. ทางเลือกด้านการเลี้ยงดูทดแทนสำหรับเด็กในประเทศไทย



Comments