ติดตามสถานการณ์วัคซีน COVID-19 ทั่วโลก
- Jun 3, 2022
- 2 min read
Updated: Jun 3, 2022

การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคน สิ่งของอย่างหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือ กลายเป็นสิ่งจำเป็นไม่แพ้โทรศัพท์มือถือ สถานที่ที่เราเคยชินกับภาพความคับคั่งของผู้คน ถูกเปลี่ยนไปจนแทบกลายเป็นเมืองร้าง เศรษฐกิจมาถึงจุดตกต่ำ ธุรกิจปิดตัว ผู้คนว่างงาน ในปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ยากลำบากอย่างล้นเหลือของทุกคน และดูเหมือนว่า ‘วัคซีน’ จะกลายเป็นทางออกสำคัญของวิกฤตในครั้งนี้
.
ในวันที่วัคซีน COVID-19 ถูกตั้งความหวังว่าจะเป็นตัวแปรสำคัญในการฟื้นฟูผลกระทบต่าง ๆ ซึ่งในตอนนี้วัคซีนก็ถูกพัฒนาสำเร็จแล้ว หลังจากการประกาศใช้วัคซีนในหลายประเทศ ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อรายวันค่อย ๆ ลดลง โดยภาพรวมทั้งโลกคนที่ฉีดวัคซีนไปแล้วอย่างน้อย 1 โดส มีประมาณ 500 ล้านคน คิดเป็นเพียง 6.58 % ของประชากรโลกทั้งหมด ด้วยปริมาณการฉีดวัคซีนโควิดที่มีอย่างจำกัด หลายประเทศจึงมุ่งฉีดวัคซีนโควิดให้กับกลุ่มเสี่ยงก่อน เช่น คนที่มีอายุ 60 - 70 ปีขึ้นไป และบุคคลากรที่ปฏิบัติในแนวหน้า เช่น แพทย์ พยาบาล
.
สหรัฐอเมริกา : ความคืบหน้าจากการบริหารของ Joe Biden
ประเทศที่เป็นผู้นำโลกอย่างสหรัฐอเมริกา ถือว่าเป็นประเทศที่ได้รับความบอบช้ำจาก COVID-19 มากที่สุด ด้วยยอดผู้เสียชีวิตที่พุ่งสูงถึง 30 ล้านคน (ณ วันที่ 28 เมษายน 2564) เป็นอันดับ 1 ทิ้งห่างประเทศบราซิลซึ่งเป็นอันดับ 2 อยู่ถึง 2 เท่า แต่หลังจากการรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ Biden ได้ประกาศตั้งเป้าหมายฉีดวัคซีน COVID-19 ให้ประชาชน 100 ล้านโดสภายใน 100 วัน ท่ามกลางสถานการณ์การขาดแคลนวัคซีนทั่วโลก Biden ได้แสดงศักยภาพของสหรัฐอเมริกาในการฉีดวัคซีนให้ประชาชนครบ 100 ล้านโดสในระยะเวลา 58 วัน และครบ 200 ล้านโดสใน 92 วันหลังสาบานตนหลังเข้ารับตำแหน่ง ด้วยนโยบายที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจได้อย่างทั่วถึงและไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยกลุ่มที่ Biden ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือผู้มีความเสี่ยงสูง ทั้งบุคลากรทางการแพทย์และผู้สูงอายุ และในตอนนี้ทุกคนในอเมริกาที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปสามารถรับวัคซีนต้าน COVID-19 ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และชาวอเมริกันที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ข้างนอก ตามแถลงการณ์ของ Joe Biden
.
สหภาพยุโรป: การแจกจ่ายที่ล่าช้า
การระบาดระลอกใหม่ในทวีปยุโรปทำให้หลายประเทศต้อง Lockdown อีกครั้ง ซึ่งทางสหภาพได้มีนโยบายจัดซื้อวัคซีนร่วมกันในกลุ่มประเทศสมาชิก เพื่อให้ได้ราคาถูกและมีการจัดส่งพร้อมกันไปยังทุกประเทศ อย่างไรก็ตามระบบการจัดการแบบรวมศูนย์นี้ไม่ได้มีการลงทุนในด้านกระบวนการผลิต ทำให้กระบวนการแจกจ่ายวัคซีนล่าช้า จึงทำให้รัฐบาลของกลุ่มประเทศสมาชิกถูกประชาชนวิจารณ์อย่างรุนแรงในประเด็นนี้ จากข้อมูลในปัจจุบันคาดว่าสหภาพยุโรปจะสามารถฉีดวัคซีนให้ประชากรจนสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ช่วงปลายปี 2021 แต่ก็เป็นช่วงที่คาดว่าจะมีการระบาดรอบใหม่เช่นกัน อย่างไรก็ตามการฉีดวัคซีนอาจถูกใช้ร่วมกับการบังคับใช้มาตรการรักษาระยะห่างต่อไปตลอดปีนี้ เพื่อเลี่ยงการ Lockdown รอบใหม่
.
ประเทศอิสราเอล: อีกไม่กี่ก้าวก็ชนะ
เป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จในการสร้างภูมิคุ้นกัน COVID-19 มากที่สุด ผ่านโครงการ ‘Give a Shoulder’ โดยเน้นที่ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ และเนื่องจากประเทศอิสราเอลเป็นประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว การฉีดวัคซีนให้กลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ จึงทำให้ประชากรได้รับวัคซีนอย่างรวดเร็วและทั่วถึง โดยในปัจจุบันชาวอิสราเอลกว่า 72% ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 โดส ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของประเทศคาดการณ์ว่าภูมิคุ้มกันหมู่สำหรับ COVID-19 จะเกิดขึ้นเมื่อประชากรอย่างน้อย 65%-70% มีภูมิคุ้มกันในตัว และประเทศอิสราเอลเป็นประเทศแรกของโลกประกาศยกเลิกการสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ ถือเป็นชัยชนะที่เกือบจะชัดเจนแล้ว
.
ประเทศจีน: การทูตจากวัคซีน
เนื่องจากประเทศจีนเป็นประเทศที่มีประชากรจำนวนมาก และบุคลากรด้านการแพทย์มีอย่างจำกัด จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายมากในการแจกจ่ายวัคซีนให้ทั่วถึง โดยประเทศจีนเริ่มนโยบายการฉีดวัคซีนในช่วงแรก โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยง ดังนี้
- พนักงานขนส่ง
- บุคลากรทางการแพทย์และนักสังคมสงเคราะห์
- เจ้าหน้าที่ศุลกากรซึ่งจัดการกับสินค้าแช่แข็งนำเข้า
- พนักงานขนของในท่าเรือ
- เจ้าหน้าที่ในอุตสาหกรรมการขนส่งระหว่างประเทศและในประเทศ
- ผู้ที่ถูกกำหนดให้เดินทางไปต่างประเทศด้วยเหตุผลด้านการทำงานหรือส่วนตัว
- เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ
นอกจากนี้ ประเทศจีนได้ดำเนินยุทธศาสตร์ทางการทูตด้วยวัคซีน โดยใช้การผลิตและส่งออกวัคซีนกับประเทศคู่ค้าเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือการเมือง โดยในตอนนี้ประเทศจีนได้ส่งออกวัคซีนออกไปต่างประเทศถึง 43 ล้านโดส ในขณะที่เก็บไว้ใช้ในประเทศเพียง 34 ล้านโดส
.
ประเทศแถบแอฟริกา: ยังรอวัคซีนด้วยความหวัง
ถือเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง เนื่องด้วยการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่มีผู้ติดเชื้อกว่า 4 ล้านราย และเสียชีวิตกว่า 1 แสนราย โดย Matshidiso Moeti ผู้อำนวยการภูมิภาคแอฟริกาขององค์การอนามัยโลก ได้แสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้ว่า “การที่ประเทศต่าง ๆ ในแอฟริกาที่อ่อนแอต้องรอวัคซีนเป็นเวลานานเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรม ในขณะที่ประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำแต่ร่ำรวยกว่ากลับไม่ต้องกังวล”
เป็นเรื่องที่น่าหดหู่ใจที่วัคซีนที่ถูกส่งไปยังประเทศต่าง ๆ ของทวีปแอฟริกานั้นเพียงพอประชากรเพียง 20% เท่านั้น และประธานาธิบดี Paul Kagame แห่งประเทศรวันดา กล่าวใน Twitter ส่วนตัวว่า “การจัดหาวัคซีนที่เป็นไปอย่างล่าช้านี้มาจากการปฏิบัติแบบสองมาตรฐานและเป็นความไม่จริงใจ”
.
อาเซียน: ความหวังจากประเทศจีน
ปัจจุบันกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่ได้รับบริจาคหรือซื้อวัคซีน Sinovac และ Sinopharm จากประเทศจีน และมีนโยบายร่วมมือแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดร่วมกัน นอกจากนี้ประเทศจีนยังได้มอบสิทธิพิเศษในการส่งมอบวัคซีนแก่ประเทศสมาชิกอาเซียน จึงเป็นสัญญาณที่ดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างของทั้งสองฝ่าย และในปีนี้เองก็เป็นปีครบรอบความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนและประเทศจีนเช่นกัน นอกจากนี้ภายในกลุ่มอาเซียนยังตกลงทำ ‘หนังสือรับรองการฉีดวัคซีน COVID-19’ ร่วมกันเพื่อหวังกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในภูมิภาคที่ซบเซาลง
.
.
อ้างอิง:
1. WHO Coronavirus (COVID-19) Dashboard
2. EIU Global Outlook – A global view of vaccination progress
3. อัปเดตสถานการณ์วัคซีนโควิด-19 ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก
4. Biden สำเร็จเกินเป้า! ฉีดวัคซีนต้าน COVID-19 ครบ 222 ล้านโดสภายใน 100 วันแรก
5. Israel's clever coronavirus vaccination strategy
6. เจาะแผนอิสราเอล "เลิกสวมหน้ากากอนามัย" หลังฉีดวัคซีนโควิดประสบความสำเร็จ
7. Mass COVID-19 vaccination drive under way in Beijing
8. แอฟริกาติดเชื้อโควิดทะลุ 4,317,000 ราย
9. COVID-19 vaccines open new prospect for China and ASEAN cooperation
10. ASEAN Readies Regional COVID-19 Vaccine Certificate



Comments