top of page

นักศึกษาต้องทำ Part-time หนักแค่ไหน ถึงจะส่งตัวเองเรียนได้

  • Jun 3, 2022
  • 1 min read

เริ่มต้นปี 2565 กันอย่างทุลักทุเลด้วยข่าวราคาหมูดีดขึ้นเป็นเท่าตัว เนื้อสัตว์อื่น ๆ พลอยขึ้นราคาตาม และไม่ใช่เพียงอาหารเท่านั้น ราคาน้ำมัน แก๊สหุงต้ม ค่าไฟฟ้า สินค้าและบริการอื่น ๆ ที่จำเป็นใช้ในชีวิตประจำวันเตรียมจ่อขยับขึ้นตาม ๆ กัน สวนทางกับรายได้ขั้นต่ำราว ๆ 300 บาทต่อวัน

.

นักเรียน นิสิต และนักศึกษา ก็นับว่าเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจโดยตรง เพราะเป็นวัยที่ยังไม่สามารถประกอบอาชีพหารายได้ให้กับตนเองอย่างเต็มที่ จำเป็นต้องมีปกครองคอยดูแลช่วยเหลือในส่วนนี้ แต่เราเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยมีความคิดที่อยากช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง หรืออาจด้วยความจำเป็นบางอย่าง ทำให้อยากหางานทำระหว่างเรียนไปด้วย ทีนี้เราจะมาดูกันว่า ถ้าสมมตินักศึกษาหนึ่งคนอยากจะทำงานเพื่อส่งตัวเองเรียนในประเทศไทย จะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน? โดยเราจะคำนวณจาก อัตราค่าจ้างทำงาน Part-time ของนักศึกษาของประเทศไทย เปรียบเทียบกับค่าครองชีพในเวลา 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2555 - 2565) เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น

.

มาเริ่มที่ด้านรายรับกันเลย หากอ้างอิงตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง กระทรวงแรงงาน เรื่อง อัตราค่าจ้างรายชั่วโมงสำหรับนักเรียน นิสิต และนักศึกษา (ฉบับที่ 2) เมื่อปี พ.ศ.2555 (และยังคงใช้ประกาศฉบับนี้มาจนปัจจุบัน) ได้ประกาศแนะนำให้กับเจ้าของกิจการ (ไม่ได้ออกเป็นกฎหมาย) ให้ขึ้นค่าจ้างงาน Part-time ขั้นต่ำสำหรับนักศึกษา

จากเดิม 30 บาท/ชั่วโมง เพิ่มเป็น ’40 บาท/ชั่วโมง’ โดยอนุญาตให้ทำงานได้ไม่เกิน 7 ชั่วโมง/วัน

เท่ากับว่าในหนึ่งวัน นักศึกษาสามารถทำงาน Part-time ได้ค่าตอบแทนขั้นต่ำที่ 280 บาท/วัน

.

เมื่อรายรับขั้นต่ำยังคงที่มาตลอด 10 ปี เรามาดูกันที่รายจ่ายกันบ้าง เราจะลองนำค่าแรงงาน Part-time ขั้นต่ำนี้มาเปรียบเทียบกับสิ่งที่เป็นปัจจัยพื้นฐานที่คนเราทุกคนจำเป็นต้องจ่าย นั่นก็คือ ‘ค่าอาหาร’ โดยขอยกตัวอย่างราคาของเมนูอาหารตามสั่งทั่วไป โดยราคาอาหารตามสั่งเมื่อ 10 ปี ก่อนอยู่ที่ประมาณ 25 - 40 บาท ในขณะที่ปัจจุบันนี้ราคาขยับมาอยู่ 35 - 70 บาท เพิ่มขึ้นมาราว 40% หมายความว่าในปัจจุบัน นักศึกษาที่กินข้าว 3 มื้อต่อวัน ต้องจ่ายค่าอาหารอย่างน้อยวันละ 105 - 210 บาท หรือราว 37.5 - 75% ของค่าแรงขั้นต่ำ ทว่านี่ยังไม่ได้รวมรายจ่ายอื่น ๆ ที่จำเป็น เช่น ค่าเทอม ค่าที่พัก ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ และเป็นการคำนวณจากค่าแรงขั้นต่ำของนักศึกษาเพียงเท่านั้น ในความเป็นจริงนักศึกษาอาจจะสามารถหางานที่ให้ค่าจ้างที่สูงกว่า 40 บาท/ชั่วโมง หรือประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่านี้ แต่ก็น่าจะทำให้ผู้อ่านเห็นภาพคร่าว ๆ แล้วว่าการ ‘ทำงานส่งตัวเองเรียน’ ในยุคนี้นั้นมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด

.

อย่างไรก็ตาม นักศึกษาที่ยังมีรายรับจากผู้ปกครองในขณะเรียนอยู่ อาจไม่ได้รับผลกระทบถึงขั้นที่ไม่มีเงินเพียงพอจ่ายค่าเทอม แต่อาจกระทบต่อการใช้ชีวิตในแง่ที่รายได้ที่หามาได้นั้นนำไปซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ ได้น้อยลง และทำให้นักศึกษาที่อยากจะ ‘ออมเงิน’ ไว้ในขณะเรียนอาจทำได้ยากขึ้น ซึ่งสิ่งเดียวที่ทุกคนพอจะทำได้ก็คือประหยัดให้ได้มากที่สุด

.

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นก็คือ ‘เงินเฟ้อ’ ซึ่งคุณพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า อัตราเงินเฟ้อในประเทศไทยเริ่มเพิ่มขึ้นแล้ว เมื่อเทียบกับในช่วงปี 10 ที่ผ่านมาที่เงินเฟ้อเมืองไทยต่ำกว่าที่ควรจะเป็น จนกระทั่งมาเจอสถานการณ์ COVID-19 แต่ว่ายังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ คือน้อยกว่า 2% โดยหลายฝ่ายก็กังวลว่าอาจจะสูงขึ้น หรืออยู่ในระดับสูงไปอีกสักระยะหนึ่ง ซึ่งปัจจัยสำคัญมาจาก ‘ราคาน้ำมัน’ ซึ่งคิดเป็น 12 - 13% ของปัจจัยในการวัดอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากน้ำมันเป็นต้นทุนด้านการขนส่งของวัตถุดิบทุกอย่าง เมื่อน้ำมันขึ้นราคา สินค้าและบริการก็ขึ้นราคาตามไปด้วย

.

ในขณะเดียวกันสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกก็พบกับปัญหาเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน หากไปดูในประเทศใหญ่อย่าง สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ราว 5% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเห็นมานานแล้ว และประเทศอื่น อย่างประเทศอังกฤษ ยุโรป เงินเฟ้อก็เร่งตัวขึ้นไม่ต่างกัน ซึ่งเกิดจากการที่จำนวนการบริโภคสินค้าและบริการในช่วง COVID-19 นั้นลดลงอย่างมาก และฝั่งผู้ผลิตก็ตัดสินใจลดกำลังการผลิตตามไปด้วย แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย หลายประเทศเริ่มเปิดเมือง ผู้บริโภคกลับมาบริโภคมากขึ้น สินค้าและบริการต่าง ๆ จึงขาดตลาด ส่งผลให้ราคาสูงขึ้นตามมา

.

ในสภาวะสินค้าและบริการราคาแพงอย่างนี้ หากจะรอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายอาจจะไม่ทันการ ประชาชนอย่างเราก็ต้องปรับตัวและอยู่กับมันให้ได้ เป็นหน้าที่ของเราในการบริหารเงินให้สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ในแต่ละวัน ซึ่งแน่นอนว่ามันก็ไม่ง่ายเลยในภาวะที่ทรัพยากรต่าง ๆ มีอยู่อย่างจำกัดในช่วงวิกฤตแบบนี้ ท้ายที่สุดปัญหาด้านเศรษฐกิจใด ๆ ก็ตาม ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจจากภาคประชาชน และการออกนโยบายและการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพโดยรัฐบาล จึงจะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้

.

อ้างอิง:

1. ประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างรายชั่วโมงสำหรับนักเรียน นิสิต และนักศึกษา (ฉบับที่ 2)

2. น้ำมันแพง เงินเฟ้อ เศรษฐกิจแย่ กับ ‘พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย’

3. ย้อนดูราคาอาหารและวัตถุดิบย้อนหลัง 10 ปี

4. "ข้าวผัดกะเพรา" อีก 10 ปี กินแบบเดิม แต่จ่ายเฉียดร้อย!

 
 
 

Comments


© 2023 by Peter Collins. Proudly created with Wix.com

bottom of page